อาทิตย์นี้ทำงานน้อยมาก (อายๆ)
เอาตัวหลักเลย คือ OpenWFE หลังจากไล่อ่าน Diary ของ John เจ้าของ OpenWFE
มาเกือบอาทิตย์ ก็เข้าใจหลายๆอย่างมากขึ้น ได้รุ้ว่า pro เค้าเขียนและเรียนรู้ได้เร็วขนาดไหน
มาถึงตอนนี้ สามารถ Compile Worklist ได้แล้ว ซึ่งสิ่งที่อยากทำมากคือการ Debugging ระบบ
ขั้นต่อไปคือการ ลองหาดูว่าจะสามารถ Debugging จาก source code ที่มีอยู่ได้มั้ย
หลังจาก debugging ได้ ก็จะสามารถเขียน Flow การทำงานแล้วแก้ไขตามที่ต้องการได้
Thursday, June 26, 2008
Camera 's Weekly Report
อาทิตย์นี้เป็นช่วงวุ่นวายของแผนก เพราะว่ามีหลายๆคนกำลังจะจากไปเกิดในชาติภพใหม่ๆ
คนที่เหลืออยู่ก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูบริษัทต่อไป(??!!)
ส่วนตัวเองก็สับสนกับเรื่องกล้องบ้าง เรื่องงานบ้าง
เรื่องกล้องก็ไล่ตั้งแต่
- ขนาดใหญ่ที่สุดที่ print ได้ ทำไปไปหาเรื่อง Interpolation สงสัยต้องเอาไปลอง print ลง A4 ให้หายคาใจ กลายเป็นอาจจะต้องไปเลือก printer ที่หมึกแท๊ง ดีๆ
-แล้วก็อารมณ์เปลี่ยว นั่งทำภาพขาวดำ นั่งทำเล่นไปหลายวัน ออกมาก็สนุกดี
-หาเลนส์ ช่วง Tele เอาแบบ Fกว้างๆ ซึ่งก็ก็ติดว่าคงหมุน focus ไม่ทัน candid
สุดท้ายก็กลับมา 40-150 F3.5-4.5 ซึ่งเอามาใส่ OLY ได้ 80-300 F4.5 มีกันสั่นด้วย
-อ่านเรื่อง Street Photography และคิดว่า เราก็น่าจะชอบแนวนี้ ที่ผ่านมา ติดว่าใช้กล้องตัวเดียว
เปลี่ยนเลนส์ไม่ทัน เลยไม่ได้ถ่ายสิ่งที่อยากถ่าย ตอนนี้มีสองกล้องแล้ว น่าจะสนุกเลยทีเดียว ที่คิดๆไว้คือ
สูตร 1: เน้นถ่ายเก็บภาพ street ได้ระยะ 31mm-300mm 2.8-4.5
1D+24-135 F2.8-4.5
E510+40-150 F3.5-4.5
สูตร 1.5: candid กึ่ง portrait เน้นๆ
1D+ Nik 85 F2
E510+40-150 F3.5-4.5
สูตร 2: เน้น portrait เวลาไปกับแฟน และท่องเที่ยวสถานที่สวยงาม
1D+planar 50 1.4
E510+14-42
สูตร 3 Macro mode
E510+ Tube+ 50 1.4 คมโครต แถมกันสั่น ถ่ายสบาย
สูตร 4 Dinner Table Short
E510+24F2
ส่วนเลนส์ที่ไม่รู้จะใช้ยังไงคือ
kiron28F2
planar50 1.7 ไปซะงั้น
วางแผนอนาคต
พรุ่งนี้ก็จะวันเสาร์แล้ว อยากไปเที่ยวถ่ายรูปตามถนน ยังไงจะมาเขียนต่อ ขอไปค้นข้อมูลก่อน
คนที่เหลืออยู่ก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูบริษัทต่อไป(??!!)
ส่วนตัวเองก็สับสนกับเรื่องกล้องบ้าง เรื่องงานบ้าง
เรื่องกล้องก็ไล่ตั้งแต่
- ขนาดใหญ่ที่สุดที่ print ได้ ทำไปไปหาเรื่อง Interpolation สงสัยต้องเอาไปลอง print ลง A4 ให้หายคาใจ กลายเป็นอาจจะต้องไปเลือก printer ที่หมึกแท๊ง ดีๆ
-แล้วก็อารมณ์เปลี่ยว นั่งทำภาพขาวดำ นั่งทำเล่นไปหลายวัน ออกมาก็สนุกดี
-หาเลนส์ ช่วง Tele เอาแบบ Fกว้างๆ ซึ่งก็ก็ติดว่าคงหมุน focus ไม่ทัน candid
สุดท้ายก็กลับมา 40-150 F3.5-4.5 ซึ่งเอามาใส่ OLY ได้ 80-300 F4.5 มีกันสั่นด้วย
-อ่านเรื่อง Street Photography และคิดว่า เราก็น่าจะชอบแนวนี้ ที่ผ่านมา ติดว่าใช้กล้องตัวเดียว
เปลี่ยนเลนส์ไม่ทัน เลยไม่ได้ถ่ายสิ่งที่อยากถ่าย ตอนนี้มีสองกล้องแล้ว น่าจะสนุกเลยทีเดียว ที่คิดๆไว้คือ
สูตร 1: เน้นถ่ายเก็บภาพ street ได้ระยะ 31mm-300mm 2.8-4.5
1D+24-135 F2.8-4.5
E510+40-150 F3.5-4.5
สูตร 1.5: candid กึ่ง portrait เน้นๆ
1D+ Nik 85 F2
E510+40-150 F3.5-4.5
สูตร 2: เน้น portrait เวลาไปกับแฟน และท่องเที่ยวสถานที่สวยงาม
1D+planar 50 1.4
E510+14-42
สูตร 3 Macro mode
E510+ Tube+ 50 1.4 คมโครต แถมกันสั่น ถ่ายสบาย
สูตร 4 Dinner Table Short
E510+24F2
ส่วนเลนส์ที่ไม่รู้จะใช้ยังไงคือ
kiron28F2
planar50 1.7 ไปซะงั้น
วางแผนอนาคต
พรุ่งนี้ก็จะวันเสาร์แล้ว อยากไปเที่ยวถ่ายรูปตามถนน ยังไงจะมาเขียนต่อ ขอไปค้นข้อมูลก่อน
Wednesday, June 25, 2008
4.3 Mega Pixel
หลายคนทำหน้าผิดหวังที่รู้ว่าผมใช้กล้อง 4.3 mega pixel
ผมอยากจะบอกว่า ไอ 4.3 ที่ว่าเนี่ย เค้าเอาไป print 15 นิ้วสบายๆเลยนะ
แล้วผมก็เรียนรู้ว่าจะนำไป print ได้ใหญ่กว่านั้น ด้วย interpolation
ภาพ print คุณภาพดี ก็ควรอยู่ระหว่าง 120-300 dot per inch.
1D มัน resolution= 1648x2464 pixel
เพราะฉะนั้น ถ้าเอาไป print ที่ 15o dpi จะได้ขนาด 10x15 นิ้ว
หรือถ้าต้องการใหญ่จริงๆ ก็นำไป x2 ด้วยระบบ smartEdge จะได้ 20x30 นิ้ว
รูป ก่อน Interpolation ขนาด 636x496

crop ตรงกลาง

รูปหลังทำ Interpolationด้วย SmartEdge แล้ว Crop ตรงกลาง

รูปหลังทำ Interpolation ด้วยBicubic (photoshop)

การทำ Interpolation ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก
แน่นอนว่า detail ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่จะรักษาขอบเส้น ให้คมเหมือนเดิม
จริงๆแล้วชีวิตผมเคย print ขนาดใหญ่ๆแค่ครั้งเดียว ดังนันเรื่องนี้รับได้
ผมอยากจะบอกว่า ไอ 4.3 ที่ว่าเนี่ย เค้าเอาไป print 15 นิ้วสบายๆเลยนะ
แล้วผมก็เรียนรู้ว่าจะนำไป print ได้ใหญ่กว่านั้น ด้วย interpolation
ภาพ print คุณภาพดี ก็ควรอยู่ระหว่าง 120-300 dot per inch.
1D มัน resolution= 1648x2464 pixel
เพราะฉะนั้น ถ้าเอาไป print ที่ 15o dpi จะได้ขนาด 10x15 นิ้ว
หรือถ้าต้องการใหญ่จริงๆ ก็นำไป x2 ด้วยระบบ smartEdge จะได้ 20x30 นิ้ว
รูป ก่อน Interpolation ขนาด 636x496

crop ตรงกลาง

รูปหลังทำ Interpolationด้วย SmartEdge แล้ว Crop ตรงกลาง

รูปหลังทำ Interpolation ด้วยBicubic (photoshop)

การทำ Interpolation ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก
แน่นอนว่า detail ไม่ได้เพิ่มมากขึ้น แต่จะรักษาขอบเส้น ให้คมเหมือนเดิม
จริงๆแล้วชีวิตผมเคย print ขนาดใหญ่ๆแค่ครั้งเดียว ดังนันเรื่องนี้รับได้
Thursday, June 19, 2008
Nikon 24mm F2 AIS
อยากได้มากกกก...
เพราะระยะ 24mm x2 ก็ได้ 48mm เป็น Normal
F2 นี่ก็ช่วยได้เยอะตอนกลางคืน
อ่านมาบ้างก็ว่าคมตั้งแต่ F2 บ้างก็ว่า soft
แต่มี review ที่ละถ่ายเทียบเทียบ ก็เห็นว่า คมใช้ได้
เลยลองเอามาใช้ดู
ภาพที่ได้ ออกแนวใสๆ ใช้ร่วมกับ Vivid mode ของ E510 แล้วงามมั่ก
ชุดที่ออกทริปชะอำ ไม่ต้องปรับสีอีก
ระยะ 48mm ใช้งานสะดวกดี มีข้อเสียบ้างคือ distortion
เมื่อก่อนถ้าแต่ portrait เรื่องนี้ไม่ค่อยมีผล
แต่เลนส์ตัวนี้จะได้ทิวทัศน์ด้วย จะพบว่ามันโค้งเล็กน้อย
1D "Original" : The Old Classic Camera
ผมซื้อ 1D มาจาก EBAY ค่าตัวมันก็พอๆกับ 30D มือสอง
ไม่เหตุผลอะไร นอกจากความ "บ้า" แท้ๆเลย

ชีวิตผมช่วงนี้ ท่าทางจะหมกมุ่นกะเรื่องกล้องไปหน่อย
มันเริ่มจาก A610->20D->350D->E510->1D
ว่างๆจะเขียนประวัติเก็บไว้
การจับถือใช้ได้ น้ำหนักเยอะ สวนทางกับที่สไตล์ที่เคยใช้
มีข้อเสียหลายอย่าง แต่ข้อดีก็เยอะ
+++ ช่องมองภาพใหญ่ ชัดใส
++ CCD Sensor เป็นรุ่นเดียวของ Canon ภาพ dynamic range ยอดเยี่ยม
+++ จับถือดีเยี่ยม ปุ่มใช้งานแบบ Pro (แต่ผมว่ายุ่งยากหน่อยนะ
ต้องกดสองปุ่มพร้อมกัน หรือ กดค้าง แล้วค่อย dial )
+++ ทนทายาด กันละลองน้ำ อุณหภูมิ 0 องศา
+ 45 Point Focus , AF Servo ฉลาดเทพ (ไม่ได้ใช้)
+ 8 Frames Per Second เร็วเทพ (ก็ไม่ได้ใช้)
+ 1/16000 max speed เอาไว้ถ่าย F1.4 ตอนกลางวัน
- 4.3 Mega pixel
-- ดูภาพแบบ Zoom ไม่ได้ !!!
- กินแบต นรก (เด่วนี้ก็ก้อนละพัน)
- ISO 100 และ 3200 ทำงานไม่ดีนัก (ไม่แนะนำให้ใช้)
แต่ในสมัยนั้น อาจจะมีตัวกำจัดน๊อย ไม่เท่ายุคนี้ เลยเป็นที่ครหาว่า น๊อยเยอะ
ผมใช้ Light room ลบ color noise ออก ก็ไม่เลวนัก
เปรียบเทียบ Noise แล้วสู้ตัว XXD และ XXXD ใหม่ๆ ได้
ที่ชอบคือได้อารมณ์ Film ทั้งภาพและตอนถ่าย
และเป็นความฝัน ที่จะได้ลอง professional grade
Series 2หลัก นั้นเคยลองมาแล้ว ไม่อยากกลับไปใช้ซ้ำอีก ( ดี แต่ เคยใช้แล้ว)
ส่วน 3หลักยิ่งไม่อยากยุ่ง เพราะ AF มันกะหล่วย ทำมา optimize กะ F2.8 ลงไป
ได้มาก็เอาเข้าศูนย์ เอาตรวจสภาพเลย
ศูนย์แจ้งค่าซ่อมมาดังนี้
ค่าตรวจ 535 บาท
ค่าเอาขนแมวใต้ Low Pass Filter ออก 1900 บาท
ค่าเปลี่ยนปุ่ม Shutter 2200 บาท
Shutter ใช้ไป 60% ถ้าเป็น Series นี้ ถือว่าใช้ได้อีกนาน...
เซอไพร์เล็กๆ คือคนขายจะช่วยจ่ายค่าซ่อมให้ครึ่งนึง
ก็คงตกลงใจว่าหลังจากออก Trip อยุธยา คงเอาไปซ่อมให้ดีไปเลย
ไม่เหตุผลอะไร นอกจากความ "บ้า" แท้ๆเลย
ชีวิตผมช่วงนี้ ท่าทางจะหมกมุ่นกะเรื่องกล้องไปหน่อย
มันเริ่มจาก A610->20D->350D->E510->1D
ว่างๆจะเขียนประวัติเก็บไว้
กล้อง 1D มีช่องมองภาพชัดใสกว่ากล้องฟิล์มอย่าง EOS 5
สามารถใส่ 1.2X ทำให้ช่องมองภาพใหญ่วี้ดบึ้มการจับถือใช้ได้ น้ำหนักเยอะ สวนทางกับที่สไตล์ที่เคยใช้
มีข้อเสียหลายอย่าง แต่ข้อดีก็เยอะ
+++ ช่องมองภาพใหญ่ ชัดใส
++ CCD Sensor เป็นรุ่นเดียวของ Canon ภาพ dynamic range ยอดเยี่ยม
+++ จับถือดีเยี่ยม ปุ่มใช้งานแบบ Pro (แต่ผมว่ายุ่งยากหน่อยนะ
ต้องกดสองปุ่มพร้อมกัน หรือ กดค้าง แล้วค่อย dial )
+++ ทนทายาด กันละลองน้ำ อุณหภูมิ 0 องศา
+ 45 Point Focus , AF Servo ฉลาดเทพ (ไม่ได้ใช้)
+ 8 Frames Per Second เร็วเทพ (ก็ไม่ได้ใช้)
+ 1/16000 max speed เอาไว้ถ่าย F1.4 ตอนกลางวัน
- 4.3 Mega pixel
-- ดูภาพแบบ Zoom ไม่ได้ !!!
- กินแบต นรก (เด่วนี้ก็ก้อนละพัน)
- ISO 100 และ 3200 ทำงานไม่ดีนัก (ไม่แนะนำให้ใช้)
แต่ในสมัยนั้น อาจจะมีตัวกำจัดน๊อย ไม่เท่ายุคนี้ เลยเป็นที่ครหาว่า น๊อยเยอะ
ผมใช้ Light room ลบ color noise ออก ก็ไม่เลวนัก
เปรียบเทียบ Noise แล้วสู้ตัว XXD และ XXXD ใหม่ๆ ได้
ที่ชอบคือได้อารมณ์ Film ทั้งภาพและตอนถ่าย
และเป็นความฝัน ที่จะได้ลอง professional grade
Series 2หลัก นั้นเคยลองมาแล้ว ไม่อยากกลับไปใช้ซ้ำอีก ( ดี แต่ เคยใช้แล้ว)
ส่วน 3หลักยิ่งไม่อยากยุ่ง เพราะ AF มันกะหล่วย ทำมา optimize กะ F2.8 ลงไป
ได้มาก็เอาเข้าศูนย์ เอาตรวจสภาพเลย
ศูนย์แจ้งค่าซ่อมมาดังนี้
ค่าตรวจ 535 บาท
ค่าเอาขนแมวใต้ Low Pass Filter ออก 1900 บาท
ค่าเปลี่ยนปุ่ม Shutter 2200 บาท
Shutter ใช้ไป 60% ถ้าเป็น Series นี้ ถือว่าใช้ได้อีกนาน...
เซอไพร์เล็กๆ คือคนขายจะช่วยจ่ายค่าซ่อมให้ครึ่งนึง
ก็คงตกลงใจว่าหลังจากออก Trip อยุธยา คงเอาไปซ่อมให้ดีไปเลย
Subscribe to:
Comments (Atom)